หน้าหลัก | รายงาน | ปฏิกิริยา “คนทำสื่อ” ต่อกรณี “ตอบโจทย์” ถูกแบนแบบ ฟ้าผ่า

ปฏิกิริยา “คนทำสื่อ” ต่อกรณี “ตอบโจทย์” ถูกแบนแบบ ฟ้าผ่า

โดย
ขนาดอักษร: Decrease font Enlarge font
ปฏิกิริยา “คนทำสื่อ” ต่อกรณี “ตอบโจทย์” ถูกแบนแบบ ฟ้าผ่า

วันที่ 17 มีนาคม 2556 - หลังจากที่รายการ “ตอบโจทย์” โดย “ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา” กล้ายืนหยัดนำประเด็นข้อถกเถียงร้อนเกี่ยวกับ “สถาบันพระมหากษัตริย์” เปิดพื้นที่ในฐานะ “สื่อสาธารณะ” แสดงการถกเถียงอย่างใช้เหตุผล จากแขกรับเชิญที่มีจุดยืนหลากหลายต่อประเด็นดังกล่าว ทั้งนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย พล.ต.อ.วสิษฐ์ เดชกุญชร นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ รายการตอบโจทย์ ได้ดำเนินมาถึง ตอนที่ 5 ตอนสุดท้าย ซึ่งเป็นการดำเนินวิวาทะระหว่าง สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล กับ สุลักษณ์ ศิวรักษ์

ใน คืนวันที่ 15 มี.ค. 2556 หลายคนต้องผิดหวัง เนื่องจาก “ตอบโจทย์” ตอบสถาบันฯ “ถูกแบนแบบสายฟ้าแลบ” คาดว่าเป็นผลจากกระแสปฏิกิริยาจากทั้งภายนอกจากที่มีกลุ่มผู้ชุมนุม “คนไทยผู้รักชาติ” ชุมนุมคัดค้านการออกอากาศ รวมไปถึงอิทธิพลและเกมส์การเมืองภายในของไทยพีบีเอสเอง

 

ซึ่ง สำนัก ข่าวอิสรา” อ้างแหล่งข่าวภายในสถานีไทยพีบีเอส ซึ่งให้ข้อมูลว่า มำพนักงานระดับบรรณาธิการ (บก.) ที่เข้าพบนายสมชัย สุวรรณบรรณ ผอ.สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ก่อนรายการตอบโจทย์ ตอน “สถาบันพระมหากษัตริย์” ตอนที่ 5 จะถูกสั่งให้ยุติการออกอากาศ ประกอบด้วย น.ส.ณาตยา แวววีรคุปต์ บก.ข่าวสังคมและนโยบายสาธารณะ และนายบุตรรัตน์ บุตรพรม บก.รายการข่าว ส่วน น.ส.ณัฏฐา โกมลวาทิน บก.ข่าวอาเซียน ไม่ได้พบนายสมศักดิ์ เพียงแต่แสดงความเห็นไม่เห็นด้วยที่จะพให้ออกอากาศรายการตอบโจทย์ฯ เทปดังกล่าวในที่ประชุมบก.

 

ที่ สุด “ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา” พิธีกร “ตอบโจทย์” ก็ออกแถลงการณ์ผ่านเฟสบุ๊ครายการว่า ตนและทีมงานจะยุติการทำงานรายการตอบโจทย์ พร้อมกับทิ้งโจทย์ใหญ่ให้สถานีไทยพีบีเอสร่วมตอบ ว่า “อะไรคือ เหตุผลที่แท้จริงในการยุติการออกอากาศรายการตอบโจทย์ประเทศไทย”

 

และในเวลาไม่นานนัก บุคคลในแวดวงสื่อสารมวลชนหลายคน ได้แสดงทรรศนะต่อกรณีดังกล่าว

 

นายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ บก.ข่าวการเมืองและความมั่นคง สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

โพสในเฟสบุ๊คส่วนตัว ใจความว่า ทำไมสถานีต้องให้พื้นที่ “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” ถึง 3 วันติด ไม่มีความเป็นมืออาชีพ

 

ท่าน ภิญโญ คงจะดูลิเกมากไป..การทำงานอย่างไม่เป็นมืออาชีพของทางรายการ ทำให้ถูกสังคมส่วนหนึ่งตั้งคำถาม ขอความชัดเจนได้ไหม ทำไมต้องให้พท.อ.สมศักดิ์ จ. ต่อเนื่องสามวันติด มีราคาค่างวดระดับไหน ประเด็นอะไรที่แตกต่างถึงต้องให้ถึงสามวัน..มากเกินพอดี ออกมาตีกินอย่างนี้ไม่ไหวครับ”

 

[ ]

 

ด้าน น.ส.ณาตยา แวววีรคุปต์ บก.ข่าวสังคมและนโยบายสาธารณะของไทยพีบีเอส

 

โพสต์ ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว ใจความว่า การนำเสนอเรื่องสถาบันกษัตริย์เป็นเรื่องยากที่จะทำอย่างฉาบฉวย สื่อจึงต้องทำเรื่องนี้ด้วยความรับผิดชอบ เพื่อหาวิธีการนำเสนออย่างเหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องความศรัทธาของคนส่วนใหญ่นั้น จะอันตรายหากจะหาคำตอบจากคนไม่กี่คน และไม่มีวันที่จะได้คำตอบที่ดีพอ

 

     เรา ต่างก็รู้กันดีกว่าความศรัทธาต่อสถาบันฯ เป็นเรื่องที่ยากจะแตะต้องอย่างฉาบฉวย สื่อมวลชนที่จะทำเรื่องนี้ด้วยความรับผิดชอบต้องมองหาทางเลือกของวิธีการนำ เสนออย่างเหมาะสม มีกรณีตัวอย่างเช่น ศ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เคยเสนอวิธีเล่าผ่านละคร หรือในกรณีสารคดี 2475 ที่แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย แต่ก็ยังสะท้อนถึงความพยายามที่จะเล่าเรื่องอย่างมีศิลปะและรอบคอบ รวมถึงการเสนอเรื่องปฏิรูปพุทธศาสนาในประเทศไทยด้วยการตั้งคำถามใหม่ ไม่ใช่มุ่งหาคำตอบเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ บอกไว้ว่า ในความขัดแย้งเพราะศรัทธาที่แรงกล้านั้น การตั้งคำถามใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีใครคิดถาม ก็นับว่าได้ทำหน้าที่แล้ว เพราะเรื่องความศรัทธาของคนส่วนใหญ่นั้นอันตรายหากจะหาคำตอบจากคนไม่กี่คน และไม่มีวันที่จะได้คำตอบที่ดีพอ

 

[ ]

 

ใบตองแห้ง คอลัมนิสต์ชื่อดัง 

 

โพสในเฟซบุ๊คส่วนตัว โดย ตั้งคำถามกับเสริม สุขเรื่องตรรกะของสื่อเสรีภาพของสื่อกับความรับผิดชอบ ตั้งคำถามถึงณาตยาที่เสนอให้นำเสนอประเด็นเรื่อง สถาบันฯต้องมีวิธีการที่เหมาะสม ว่า การที่เอา NGO 20 คนมานั่งพูดในเรื่องที่ไม่มีคนฟังเป็นวิธีการที่เหมาะสมหรือ และสุดท้ายใบตองแห้งตั้งข้อสังเกตต่อณัฎฐา ว่า เวลาทำรายการตอบโจทย์ ไม่มีราคาเลย

 

"ฝ่ายปฏิกิริยาใน TPBS เผยตัว ทั้งเสริมสุข,ณัฏฐา,ณาตยา

เสริมสุข (เมื่อก่อนชื่อเล่น เป๊ปซี่ เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็น est-ฮา) เคยทำข่าวรันเวย์สุวรณภูมิร้าว ทำให้บางกอกโพสต์ถูกฟ้อง เสริมสุขถูกไล่ออก แล้วก็โวยว่าเป็นเพราะทักษิณแทรกแซง (ซึ่งคนนอกก็ไม่รู้หรอกว่า โพสต์ถูกทักษิณแทรกแซงจริง หรือโพสต์เห็นว่าเสริมสุขทำงานพลาดจึงไล่ออก แต่เสริมสุขฟ้องจนชนะคดี)

ตอนนั้นเสริมสุขก็โวยวาย เอาชั่วใส่บางกอกโพสต์ทั้งที่ไม่มีใครแทรกแซงเสรีภาพ ในการเสนอข่าวของเสริมสุข แต่เมื่อมีเสรีภาพแล้วก็ต้องรับผิดชอบ คือถูกฟ้องและถูกต้นสังกัดลงโทษ ซึ่งเสริมสุขเคยให้สัมภาษณ์ยอมรับว่าได้ข่าวระแคะระคายมาจากแหล่งข่าวราย หนึ่ง แต่ยังไม่สามารถตรวจเช็กจากแหล่งข่าวรายอื่นๆได้ พูดง่ายๆว่าเป็นข่าวที่ยังไม่ได้กรอง ก็เอาไปเสนอโต๊ะข่าว โต๊ะข่าวเห็นชอบให้ตีพิมพ์ ทำให้ บก.ข่าวโดนไล่ออกด้วย เพียงแต่ประเด็นที่เสริมสุขแย้งคือ บก.บห.ก็อยู่ในที่ประชุมไม่ยักโดนไล่ออก

เวลา ตัวเองโดน ก็โวยว่าเสรีภาพสื่อถูกแทรกแซง แต่เวลาคนที่ทัศนะไม่ตรงกับตัวเองโดน กลับบอกว่าเหมาะสมแล้ว นี่หรือคือสื่อที่อ้างว่าปกป้องเสรีภาพไม่ยอมให้ทักษิณแทรกแซง

(แนะ นำให้อ่านข้อความที่ณาตยาโพสต์ด้วย เป็นพวกปฏิกิริยาที่เนียนมาก ไม่โฉ่งฉ่างเหมือนเสริมสุข แต่เอาเข้าจริงสำนักข่าวอิศราก็แฉว่าคุณเธอเป็นคนล็อบบี้ให้ถอดรายการ ณาตยาอ้างว่าการเสนอเรื่องกษัตริย์ต้องมีวิธีที่เหมาะสม ไม่ฉาบฉวย โอ้ เอาสมศักดิ์กับ ส.มานั่งคุยกันนี่นะ ฉาบฉวย แล้ววิธีที่เหมาะสมทำไง เอา NGO มานั่งเรียงแถว 20 คนพูดเรื่องที่ไม่มีคนฟังไง)

ส่วนณัฏฐาคงไม่ต้องพูดอะไรมาก เวลามาทำตอบโจทย์ ไม่มีราคาเลย ไม่รู้จบดอกเตอร์มาได้ไง"

 

[ ]

 

ต่อ ประเด็นเรื่อง “ณัฎฐา โกมลวาทิน” แหล่งข่าวที่เคยสัมภาษณ์ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา อ้างว่า ภิญโญ และทีมงานบางคนของภิญโญ กล่าวถึง “การเมืองภายในไทยพีบีเอส” ว่า ณัฎฐา ควรไปทำเรื่องต่างประเทศเพียงอย่างเดียว เพราะจบปริญญาเอกจากต่างประเทศมา ภาษาดี แต่ไม่มีเซนส์เรื่องการเมืองเลย

 

[ ]

 

ในเวปไซต์ประชาไท ได้ลงบทความของ จอม เพชรประดับ : ไทยพีบีเอส ควร หรือ มิบังควร วิจารณ์ “กษัตริย์” (อ่าน บทความฉบับเต็ม)

 

ใจ ความว่า ไทยพีบีเอสในฐานะที่เป็นสื่อสาธารณะต้องนำเสนอข้อมูลอย่างเที่ยงตรง มีความเป็นอิสระทางวิชาชีพโดยไม่ตกเป็นเครื่องมืออิทธิพลการเมืองหรือผล ประโยชน์ใดๆ

 

"...นี่ ต่างหากละ ที่เป็นวิธีการปกป้องสถาบันฯ ที่ดีที่สุด แต่ทำไม หน่วยงาน หรือ องค์กรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ถึงได้นิ่งเฉยต่อเรื่องนี้ ไม่ใช่ใจความจริง ต่อ กระแสความพลิกผัน ความเปลี่ยนแปลงที่โหมกระหน่ำ กระแทกสถาบันกษัตริย์ไทยอยู่ตลอดเวลา

แม้ จะเข้าใจในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นในสังคม เมื่อผู้บริหารไทยพีบีเอสได้พิจารณาถึงความเที่ยงตรง ความเป็นธรรม ความเป็นกลางของสื่อสาธารณะแล้ว ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้บริหารและพนักงาน จะได้กลับมายืนบนหลักการและข้อบังคับแห่งจริยธรรมวิชาชีพอย่างเข้มแข็งต่อ ไป...

เพราะหาก ไทยพีบีเอส ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นสื่อสาธารณะที่เป็นต้นแบบ หรือ เป็นแม่แบบของสื่อมวลชนทุกแขนงในประเทศไทย  แต่หากยอมจำนน ต่อการข่มขู่ คุกคาม จากกลุ่มพลังทางการเมือง หรือกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ  ได้แล้ว  ก็ยิ่งจะเป็นการทำลาย ความเชื่อถือศรัทธา ที่ประชาชนมีต่อสื่อสารมวลชนทุกแขนงในประเทศนี้ในอนาคตอย่างแน่นอน

ด้วยภารกิจที่สำคัญและยิ่งใหญ่นี้เอง  ไทยพีบีเอส  จึง ถูกออกแบบให้มีกฎหมาย คุ้มครองความเป็นอิสระของการปฎิบัติตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพไว้อย่างชัดเจน ทั้งในตัวพระราชบัญญัติ องค์การกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ( ม.42 และ ม43 ) รวมทั้งข้อบังคับที่ว่าจริยธรรมขององค์กรที่เน้น เรื่องความยุติธรรม ความเป็นอิสระ หลักสิทธิมนุษยชน และความเป็นประชาธิปไตย

โดยเฉพาะเรื่องของ ความเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมือง หรือ กลุ่มผลประโยชน์ใด ๆ

แม้ว่า การถือกำเนิดขึ้นของ ไทยพีบีเอส  อาจจะไม่เป็นที่พึงพอใจของประชาชน ที่คัดค้านการทำรัฐประหาร  เพราะ เห็นว่า ไทยพีบีเอส ถือกำเนิดมาจาก ปลายกระบอกปืน และทีมผู้บริหารชุดและพนักงานชุดแรก ปฎิเสธไม่ได้ว่า เป็นคู่ขัดแย้งของสังคมในขณะนั้น

แต่ครั้งนี้ ต้องให้กำลังใจ และยอมรับว่า ผู้บริหารของ ไทยพีบีเอส พยายามพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่า  ดอกไม้ แม้จะออกมาจากปลายกระบอกปืน แต่หากสังคมไทยไม่ติดยึดกับที่มาจนไร้เหตุผลจนเกินไป   ดอกไม้  ก็สามารถหน้าที่สร้างโลก ให้สวยงาม และสร้างความหวังให้กับมวลมนุษย์ได้เช่นเดียวกับดอกไม้ทั่วไป  

ขอเป็นกำลังใจ ให้กับ ผู้บริหาร และพนักงาน ไทยพีบีเอส ทุกคน โดยเฉพาะ รายการตอบโจทย์  ให้ ยืนหยัด ต่อสู้อยู่บนหลักแห่งจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อสาธารณะให้มั่นคงตลอดไป  ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า  จริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน คืออันเดียวกันกับ ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง."

Advertisement

Tagged as:

ไม่พบคำค้นสำหรับเนื้อหานี้

แสดงความนิยมสำหรับเนื้อหา

0