หน้าหลัก | รายงาน | โปรเจ็กต์ยักษ์ 2.2 ล้านล้าน จะพลิกโฉม "คมนาคมไทย"

โปรเจ็กต์ยักษ์ 2.2 ล้านล้าน จะพลิกโฉม "คมนาคมไทย"

โดย
ขนาดอักษร: Decrease font Enlarge font
โปรเจ็กต์ยักษ์ 2.2 ล้านล้าน จะพลิกโฉม "คมนาคมไทย"

ในเรื่องนี้กระทรวงการคลังได้ประเมินว่าหากมีการพัฒนาโครงสร้างของไทยตามแผนงานที่กำหนดจะช่วยเพิ่มรายได้ประชาชาติอีกประมาณ 1% ในช่วง 7-8 ปีข้างหน้า บางปีอาจจะมีรายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้น 1.5% หรือ 1.3%

โดยเห็นว่าปีนี้จะเป็นเรื่องของการกำหนดรายละเอียดการกู้เงินเป็นหลัก ส่วนการนำเงินมาใช้คงจะยังไม่มาก แต่จะทยอยให้เกิดการจ้างงาน และส่งผลดีต่อภาคการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังจะช่วยให้ประชาชนได้รับความสะดวกในการเดินทาง เมื่อการก่อสร้างระบบรางแล้วเสร็จ สามารถประหยัดพลังงาน และการนำเข้าเชื้อเพลิงต่างๆ จากต่างประเทศด้วย

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในทุกด้าน คือ การกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคมากยิ่งขึ้น เช่น การขยายถนน 2 เลน เป็น 4 เลน การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง จะช่วยให้ประชาชนมีโอกาสในการทำมาหากินมากขึ้น จากการเดินทางที่สะดวกสบาย แต่ก็มีแง่ลบเหมือนกัน คือ

ในเมื่อเป็นเรื่องของการก่อสร้างก็ต้องมีการนำเข้าวัสดุ อุปกรณ์ อาจจะส่งผลให้เกิดการขาดดุลบ้าง แต่ถือเป็นภาพลบในเชิงบวก จึงไม่ส่งผลใดๆ ต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

การดำเนินโครงการต่างๆ จะส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นประมาณ 0.16% เท่านั้น ถือว่าน้อยมาก ไม่ส่งผลต่อเสถียรภาพของไทย เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับการที่ประชาชนมีคุณภาพที่ดีขึ้นถือว่าคุ้มค่า นอกจากนี้ยังจะส่งผลดีต่อขีดความสามารถของประเทศที่จะมีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนภาคการขนส่งลดลง จึงทำให้แนวโน้มการทำมาหากินของประชาชนดีขึ้น

การกู้เงินภายใต้ พ.ร.บ.ดังกล่าว ไม่ได้เป็นการกู้ปีเดียว 2 ล้านล้านบาท แต่ทยอยกู้ จะไม่ส่งผลต่อการบริหารหนี้สาธารณะ จะไม่สูงเกิน 50% แน่นอน ข้อดีของการออกเป็น พ.ร.บ.เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนในการพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างรอบคอบด้วย จึงมั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของไทย

ในส่วนของการดำเนินโครงการนั้น กระทรวงคมนาคมมีแผนดำเนินการชัดเจนอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าจะดำเนินการได้เร็วหรือช้าเท่านั้นเอง โดยปีนี้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภายใต้ พ.ร.บ.ดังกล่าวคงจะยังไม่มาก แต่ปีหน้าการลงทุนคงจะออกเป็นชุดๆ จะช่วยให้คนไทยมีความสุขมากขึ้น

โดยยืนยันว่าการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวไม่สามารถใช้ภาษีของประชาชนอย่างเดียวได้ จะต้องใช้เงินกู้ด้วย เนื่องจากต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก แต่จะเป็นประโยชน์ในอนาคตของประเทศไทย

การก่อสร้างระบบราง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ หรือรถไฟความเร็วสูง จะมีเรื่องการร่วมทุนกับเอกชน หรือพีพีพีอยู่แล้ว จะช่วยให้เกิดความโปร่งใส ชัดเจนในการดำเนินโครงการมากขึ้น รวมถึงการใช้นำรูปแบบกองทุนอินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์เข้ามาดำเนินการด้วย

ปัจจุบันมีภาคเอกชนนำมาใช้แล้ว เช่น รถไฟฟ้าบีทีเอส มีหลายหน่วยงานที่เตรียมจะนำรูปแบบดังกล่าวมาใช้เช่นเดียวกัน เช่น การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) การไฟฟ้า และการประปา เป็นต้น

การลงทุนเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาไม่เคยมีดอกเบี้ยต่ำขนาดนี้ หากไทยไม่ทำตอนนี้จะสูญเสียโอกาสมาก ภาคเอกชนเกรงว่าโครงการจะไม่เกิดมากกว่าโครงการจะเกิดขึ้นมา แต่สิ่งที่กลัวมากที่สุดในตอนนี้ คือการเมือง

ขณะเดียวกันทางกระทรวงการคลังต้องดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างยั่งยืนเพื่อให้เกิดการสานต่ออย่างต่อเนื่อง โดยอาจจะต้องมีการติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

"การดำเนินโครงการภายใต้ พ.ร.บ.เงินกู้ ยังไม่ง่าย เพราะกว่าจะจัดทำ พ.ร.บ.เสร็จ ประมาณไตรมาส 3 การลงทุนจริงคงจะเป็นไตรมาส 4 กว่าเงินจะออกจริงก็คงจะเป็นปีหน้า ใครบอกว่าเร็วคงไม่ใช่"

by..@matichon and
- คณิศ แสงสุพรรณ สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง
- สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
- ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาค
- การเสวนาหัวข้อ "ยุทธศาสตร์และแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งของประเทศ "ในงานนิทรรศการ "Thailand 2020 ก้าวใหม่ เชื่อมไทยสู่โลก" ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม

Advertisement

Tagged as:

ไม่พบคำค้นสำหรับเนื้อหานี้

แสดงความนิยมสำหรับเนื้อหา

0