หน้าหลัก | บทความ | เปิดวิสัยทัศน์ "กิตติรัตน์" หัวหน้าทีมศก.ยิ่งลักษณ์-ยันทุกนโยบายทำได้จริง

เปิดวิสัยทัศน์ "กิตติรัตน์" หัวหน้าทีมศก.ยิ่งลักษณ์-ยันทุกนโยบายทำได้จริง

โดย
ขนาดอักษร: Decrease font Enlarge font
เปิดวิสัยทัศน์ "กิตติรัตน์" หัวหน้าทีมศก.ยิ่งลักษณ์-ยันทุกนโยบายทำได้จริง

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ครม.ยิ่งลักษณ์ 1 ให้สัมภาษณ์พิเศษผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจประจำทำเนียบรัฐบาล เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของตนเอง และแนวนโยบายการบริหารงานของรัฐบาลชุดใหม่ ที่ทำเนียบรัฐบาล

- ภารกิจเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการในขณะนี้

 

ภารกิจ แรกต้องรีบดำเนินการในขณะนี้ คือ การจัดทำร่างนโยบายรัฐบาล เพื่อแถลงต่อรัฐสภา โดยจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา วันที่ 16 สิงหาคม และหากร่างไม่มีปัญหาจะเสนอต่อสภา ภายในสัปดาห์เดียวกัน เพื่อรัฐบาลจะได้เข้าบริหารงานอย่างเป็นทางการ ช่วงวันหยุดนี้ เราจะทำงานเพื่อให้เสร็จทันตามกำหนด โดยเชิญรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงมาช่วยกันแสดงความเห็น เพื่อให้ร่างฯออกมาดีที่สุด เมื่อรัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภาเรียบร้อย งานทุกเรื่องจะเดินหน้าทันที ไม่ปล่อยให้ล่าช้า ทั้งเรื่องการดูแลสินค้าแพง การช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย รวมถึงการลดราคาพลังงานให้ต่ำลง

 

- บทบาทในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างไร

 

หน้าที่ ของผมคือการประสานงานร่วมกับทุกเจ้ากระทรวง กรองงานให้ชัดเจน เพื่อท่านนายกฯ (น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ใช้เป็นข้อมูลครบถ้วน เรื่องที่สำคัญต้องผ่านการพิจารณาของ ครม.เศรษฐกิจ เพื่อให้นายกฯได้ทราบความคืบหน้า ส่วนคำถามว่าจะล้วงลูกไหม ผมคิดว่าไม่ต้อง ทำแค่ประสานงานเท่านั้น แต่ก็ไม่ใช่วิธีรออยู่เฉยๆ ให้แต่ละกระทรวงเสนอมา แต่จะมีการรีเช็กกันก่อน

 

- มีเสียงวิจารณ์ว่า ผู้ร่างนโยบายตัวจริงไม่ได้ทำงาน คนนั่งทำงานจึงไม่รู้เรื่องอย่างแท้จริง

 

ผมอยู่กับทีมที่คิดนโยบายมาตั้งแต่ต้น รู้เรื่องนโยบายมาตั้งแต่ต้น

 

- รู้แบบคนวงนอกหรือคนวงใน

 

ผม ทำความเข้าใจกับตัวเองอย่างดีว่าทำในฐานะผู้คิด ไม่คาดหวังให้ได้ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในทีมจะมีท่านธีระชัย (ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) อดีตอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลัก ทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไม่ได้ร่วมคิดนโยบายด้วย แต่ตอนที่ท่านนายกฯเชิญมาดำรงตำแหน่ง มีการสอบถามเรื่องแนวคิดเกี่ยวกับค่าแรงขั้นต่ำ ลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน การจำนำราคาข้าว โครงการลงทุนขนาดใหญ่ ต้องใช้เงินจำนวนมาก รวมถึงการลดภาษีนิติบุคคล ท่านแสดงความเห็นว่า นโยบายหลักเหล่านี้เป็นเรื่องดี ตัวผมเคยแลกเปลี่ยนความเห็นด้วย วิธีคิดผมไม่ได้แตกต่างอะไรกับท่าน

 

- จะดูแลงานกระทรวงไหนบ้าง

 

ตอนนี้ยังไม่แบ่งงานชัดเจน แต่เท่าที่ประเมิน น่าจะเป็นกระทรวงคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพลังงาน

 

- ก่อนจะเข้ามารับตำแหน่งนี้ มีการวางเงื่อนไขอะไรไว้หรือไม่

 

ไม่ มี แต่ผมเคยบอกกับนายกฯว่า ถ้าไม่จำเป็นอย่าชวนผมเลย เพราะช่วงดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยชินวัตร ผมมีความสุขดีอยู่แล้ว ตอนแรกคิดว่า ท่านจะชวนให้เป็นรัฐมนตรีช่วยหรือประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ข่าวที่ออกมาระบุว่าจะไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ผมไม่รู้เรื่องเลย คนตัดสินใจ คือ ท่านนายกฯ ถ้าท่านมองว่าผมมีความสามารถอะไร จะหย่อนเราตรงไหน ก็ขอให้ไว้ใจท่าน

 

- สุดท้ายต้องมาดูแลภาพรวมเศรษฐกิจหนักใจหรือไม่

 

หนัก ใจแน่นอน เพราะงานกระทรวงพาณิชย์อย่างเดียวไม่ใช่งานง่ายๆ คือ ทุกประเด็นที่เกิดขึ้นมีคนได้ประโยชน์เสียประโยชน์ เช่น สินค้าเกษตรกรแพง เกษตรกรดี ผู้บริโภคก็ทุกข์ ส่งออกดี เงินตราต่างประเทศเข้า อุปทานในประเทศก็หายไป เป็นต้น ขณะเดียวกัน เมื่อมีหน้าที่เป็นเรื่องรองนายกฯด้วย งานก็มากขึ้นด้วย

 

- แสดงว่า นายกฯต้องไว้ใจมาก เพราะไม่เคยเรียกร้องอะไร แต่ได้มาสองตำแหน่ง

 

ผม เชื่อว่าท่านนายกฯไว้ใจทุกคนที่เลือกมาร่วม ครม. อย่างผมสื่อมวลชนจัดไว้ในกลุ่มสนิทสนมกับนายกฯ และโดยส่วนตัวคิดว่า ท่านคงเห็นแนวทางการทำงานของผมมานาน ทั้งมูลนิธิไทยคม และมหาวิทยาลัยชินวัตร น่าจะทำหน้าที่ได้เลยเลือก นายกฯประกาศแบบตื่นเต้นว่าให้รัฐมนตรีใหม่ทดลองงานคนละ 6 เดือน เพราะฉะนั้น ทุกคนมีหน้าที่ทำให้งานในส่วนของตนเองเกิดผล แต่การทำงานให้เกิดผลต้องหารือร่วมกันและช่วยกันทำงาน

 

- แต่ละนโยบายที่ประกาศไว้จะทำให้เป็นจริงอย่างไร

 

ยืน ยันว่านโยบายที่ประกาศไว้ทำได้จริง เช่น การทำให้ราคาน้ำมันถูกลง เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยาก ไม่ซับซ้อน อยู่บนพื้นฐานการตัดสินใจจะลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันไหม หรือไม่เก็บในบางรายการ หรืองดเก็บทั้งหมด และภาษีสรรพสามิตที่เคยหยุดเก็บจะกลับมาเก็บบ้างหรือไม่ ประเด็นนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีแผนเตรียมไว้แล้ว การทำให้ราคาน้ำมันถูกลง มันช่วยเรื่องเงินเฟ้อ ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาเงินเฟ้อต้องดูว่ามันเกิดจากสาเหตุอะไร ซึ่งเงินเฟ้อที่เกิดจากการนำเข้าดูเหมือนไม่ใช่ปัญหาที่เกิดระยะสั้นตอนนี้ เพราะบาทแข็งนำเข้าน้ำมันในราคาที่ถูกลง

 

- การลดราคาน้ำมันจะถึงขั้นยกเลิกกองทุนน้ำมันหรือไม่

 

ไม่ หรอกครับ เพราะท่านนายกฯเคยพูดตอนหาเสียงว่าลดราคามากที่สุดคือ หยุดเก็บและปรับภาษีสรรพสามิต ถัดมาคือ หยุดเก็บบางประเภท ถัดมาคือ หยุดเก็บบางส่วนบางประเภท ส่วนเรื่องลดภาษีนิติบุคคล ผมอยากให้ทุกคนมองภาพประเทศไทย หากมีอัตราภาษีตัวนี้ต่ำใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งอย่างสิงคโปร์ ฮ่องกง เก็บไม่ถึง 20% แต่ปัจจุบันไทยเก็บ 30% ถ้าลดไปแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น ประสิทธิภาพการแข่งขันของเราจะดีกว่าเขาหรือไม่ ส่วนเรื่องกระทรวงพาณิชย์ ที่อยากเห็นคือ เสถียรภาพราคาสินค้าใหม่ คำว่าเสถียรภาพแปลว่า คงเส้นคงวา ไม่กระชากขึ้นกระชากลง สินค้าจำเป็นบางรายการ แทนที่จะต้องแพงขึ้นจะมีวิธีใดช่วยผู้ประกอบการก่อนที่สินค้าจะถึงผู้บริโภค เพื่อให้ราคาถูกลงนิดหน่อย

 

เรื่อง เพิ่มรายได้ให้กับผู้มีรายได้น้อย ทั้งที่อยู่ในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร รัฐบาลมีนโยบาย 2 ส่วนคือ การเพิ่มค่าแรง และบัตรเครดิตชาวนา ซึ่งในส่วนบัตรเครดิตชาวนา เวลาพูดเรื่องนี้คนมักสะดุ้ง เพราะคิดว่าเวลามีบัตรคือการมีหนี้ ความจริงเราสามารถเรียกว่า บัตรเดบิตชาวนาก็ได้ เพราะมีเงินในบัตรถึงใช้ได้ และเงินที่ได้มาจากการนำข้าวไปจำนำ เงินจึงเป็นของชาวนาเพื่อใช้ซื้อปุ๋ย ซื้อเมล็ดพันธุ์ และในอนาคตอาจทำให้บัตรนี้สามารถกดเงินจากตู้เอทีเอ็มได้

 

 

โครงการ รับจำนำ พรรคพลังประชาชนเคยทำแต่มีข้อผิดพลาด ดังนั้น การดำเนินงานครั้งใหม่นี้ ต้องมาช่วยกันคิด ป้องกันไม่ให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นอีก

 

 

ส่วน เรื่องค่าแรงขั้นต่ำวงการอุตสาหกรรมมีความกังวล ผมอยากชี้ให้เห็นว่า ถ้าค่าแรงสูงขึ้น ภาษีก็จะลดลง คุณจะมีเงินเหลือมากขึ้นในการนำไปลงทุนเพิ่มเติม เวลานี้เหมาะสมที่สุดในการนำเข้าเครื่องจักรกลใหม่มาเพิ่มประสิทธิภาพการ ผลิต เพราะค่าเงินบาทแข็งอยู่ ถ้าปล่อยให้ค่าแรงถูกไปเรื่อยๆ เพราะผู้ประกอบการจะไม่มีแรงจูงใจซื้อเครื่องจักรใหม่

เดิมที มีการเข้าใจว่า ผู้ประกอบการจะเอาเครื่องจักรมาแทนคนหรือเปล่า ต้องทำความเข้าใจว่าประเทศไทยจ้างงานเต็มที่จนต้องใช้แรงงานจากประเทศเพื่อน บ้าน (ต่างด้าว) ถ้าเอาตัวเลขทางการจากกระทรวงแรงงานต่างด้าวจะอยู่ที่ล้านเศษๆ แต่ตัวเลขไม่เป็นทางการมากกว่า 3-4 เท่า

 

 

คำ ถามคือ ถ้าอยากให้อุตสาหกรรมโตและต้องเพิ่มแรงงานต่างด้าวจาก 3 ล้านคน เป็น 4 ล้านคน เป็น 5 ล้านคน แล้วจะเป็นอย่างไร ทำไมไม่เอาเครื่องจักรมาใช้แทน และฝึกแรงงานไทยให้มีประสิทธภาพมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้เอกชนก็อยากจะจ่ายค่าแรงเพิ่มขึ้น ทุกอย่างจะสอดรับกันหมด

 

ค่า เงินบาทที่แข็งเกินไป คนก็จะเรียกร้องธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้แทรกแซง ไม่ให้แข็งเกินไป เพราะผู้ส่งออกจะตายแล้ว แต่การที่รัฐบาลส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเห็นโอกาสในการนำเข้าเครื่องจักร และเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน ธปท.ก็ไม่จำเป็นต้องแทรกแซงค่าเงินบาทเพราะจะเกิดความต้องการเงินตราต่าง ประเทศเพื่อเอาไปซื้อเครื่องจักร ช่วยทำให้ค่าเงินไม่แข็งค่าไปโดยปริยาย

 

การ บริหารเศรษฐกิจ ปัจจัยสำคัญ คือการบริหารเสถียรภาพของดอกเบี้ย อัตราแลกแปลี่ยน ราคาสินค้า ถ้ารัฐบาลบริหารจัดการแบบนี้ ความจำเป็นที่จะต้องไปกระตุกดอกเบี้ยเพื่อกระแทกเงินเฟ้อมันอาจจะไม่ต้อง เพราะประสิทธิภาพแรงงานดีขึ้น ต้นทุนต่อชิ้นของสิ่งที่ผลิตจะถูกลง

 

- นโยบายอะไรทำยากที่สุด

 

ความ ยากที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือการจะอธิบายให้ทุกคนเข้าใจว่า งานแต่ละเรื่องเป็นอย่างไร และภาพใหญ่ที่จะเกิดขึ้นจากการทำนโยบายไปแล้วคืออะไร เช่น เรื่องลดภาษีนิติบุคคล ทุกคนโอเคหมด แต่กลับมีนักวิชาการคนหนึ่งบอกว่า คุณกำลังทำเรื่องขาดวินัยการเงินการคลังอยู่ รายจ่ายก็มีแต่ยังเก็บภาษีน้อยลงอีก ซึ่งเขาเข้าใจไหมว่า อัตราภาษี 30% สูงจนไม่มีกำลังใจอยากจะเสีย

 

- ภายใน 6 เดือน จะเห็นงานอะไรเกิดขึ้นบ้าง

 

เรื่อง การดูแลราคาสินค้า โครงการรับจำนำต้องดำเนินการให้ทันช่วงข้าวนาปีเดือนพฤศจิกายนนี้ เรื่องราคาน้ำมันที่จะลดการจัดเก็บเงินนำเข้ากองทุนน้ำมัน ภาษีต้องลดลง และค่าแรงขั้นต่ำต้องปรับขึ้นแน่นอน

 

ถาม ว่าที่ต้องทำเพราะไปพูดไว้หรือเปล่า ผมบอกเลยว่า ไม่ใช่ แต่ที่พูดว่าต้องทำเพราะมันเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ความยาก อยู่ที่การอธิบายให้คนเข้าใจ คิดว่าเมื่อรัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภาแล้ว ท่านนายกฯจะมีกำหนดเดินสายอภิปราย และจะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาประชุมพร้อมกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจใหม่ คาดว่าหลายเรื่องจะเดินหน้าเร็วกว่าที่คิดไว้แน่นอน (ประชาชาติธุรกิจ)

Advertisement

Tagged as:

กิตติรัตน์ ณ ระนอง

แสดงความนิยมสำหรับเนื้อหา

0