หน้าหลัก | บทความ | 10 ธันวาคม:วันรัฐธรรมนูญและวันสิทธิมนุษยชน

10 ธันวาคม:วันรัฐธรรมนูญและวันสิทธิมนุษยชน

โดย
ขนาดอักษร: Decrease font Enlarge font
10 ธันวาคม:วันรัฐธรรมนูญและวันสิทธิมนุษยชน

?โค่นล้มระบอบอำมาตยาธิปไตย ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ แก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 สร้างระบอบประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจสังคม?

สังคมไทยต้องกระทำการตรวจสอบองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย เนื่องจากที่ผ่านมาองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายองค์กรมีส่วนในการเคลื่อนไหวให้ ท้ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือบุคคลที่ได้รับการยอมรับสร้างภาพให้สังคมไทยว่าเป็น”ราษฎรอาวุโส” “นักวิชาการ” “เอ็นจีโอ” “สื่อมวลชน” และอื่นๆ ทั้งหลาย แต่กลับสนับสนุนวิธีการแบบอำนาจนิยม ส่งเสริมระบอบอำมาตยาธิปไตย ซึ่งเป็นการทำลายการพัฒนาประชาธิปไตยให้ก้าวหน้าขึ้นอีกรูปแบบหนึ่งด้วยเช่น กัน


นับตั้งแต่มีการปฏิวัติ ปี 2475 จาก”ระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์” มาสู่ “ระบอบประชาธิปไตย” รัฐไทยได้กำหนดให้วันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปี ถือเป็น “วันรัฐธรรมนูญ” ที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ในฐานะที่รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายการปกครองสูงสุดของประเทศ

กล่าวได้ว่ารัฐ ธรรมนูญเป็นการสะท้อนความสัมพันธ์ทางอำนาจของกลุ่มพลังต่างๆในสังคมไทย แต่อย่างใดก็ตามรัฐธรรมนูญก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขทางการเมืองอยู่ ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อมีการรัฐประหารเกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทย

ขณะเดียวกัน ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ผู้นำประเทศต่างๆ ได้ตระหนักว่า การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญที่จะก่อให้เกิด สันติภาพแลความเจริญก้าวหน้าขึ้นในโลก จึงได้ร่วมมือกันจัดตั้งองค์การสหประชาชาติขึ้น เพื่อเป็นองค์การโลกที่จะคุ้มครองมนุษยชาติให้ได้รับความเป็นธรรมอย่างเสมอ ภาคเท่าเทียมกัน

สมัชชาสหประชาชาติได้มีมติรับปฏิญญาสากลว่าด้วย สิทธิมนุษยชน (The Universal Declaration of Human Rights) เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2491 และมีมติประกาศให้วันที่ 10 ธันวาคมของทุกปี เป็น “วันสิทธิมนุษยชน” (Human Rights Day)

อย่างไรก็ตาม ภายใต้วิกฤตทางเศรษฐกิจโลกปัจจุบันซึ่งเริ่มจากประเทศทุนนิยมศูนย์กลาง อเมริกาได้ส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย โดยเฉพาะภาวะของคนตกงานนับสองล้านคนในปีหน้า สินค้าด้านการเกษตรกรรมจะตกต่ำมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการ พัฒนาเศรษฐกิจสังคมอย่างที่เห็นและเป็นอยู่มากยิ่งขึ้นด้วย

นอกจากนี้แล้ว สังคมไทยไม่เพียงเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกเท่านั้น ปัจจัยภายในประเทศของความขัดแย้งระหว่าง”ขั้วอำนาจอำมาตยาธิปไตย” กับ “ขั้วพลังประชาธิปไตย” ก็ยังไม่จบสิ้น นับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

โดยเฉพาะ ปัญหารากเหง้าของรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่มาจาก “ระบอบอำมาตยาธิปไตย” โดย “อำมาตยาธิปไตย”และเพื่อ”อำมาตยาธิปไตย”

กระนั้นก็ตาม ภายหลังจากการเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชนได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลตามหลักการประชาธิปไตยรัฐสภา แต่ความขัดแย้งดังกล่าวยังไม่จบสิ้น เนื่องด้วยมีการเคลื่อนไหวของ”พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”เพื่อล้ม รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวก็ได้สร้าง ความบอบช้ำ ซ้ำเติมให้กับสังคมไทยมากยิ่งขึ้นในหลายๆด้านด้วยกัน ที่สำคัญโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจย่ำแย่มากยิ่งขึ้น เมื่อมีการเคลื่อนไหวยึดสนามบินสุวรรณภูมิของพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยจนถูกประณามไปทั่วโลก และนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่มีทหารและอำมาตย์หนุนหลังในที่สุด อย่างที่รับทราบกัน

ขณะที่ ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ปรากฏขึ้นมาจากการที่สังคมไทย ที่มีการพัฒนาที่ไม่สมดุล ไม่เคารพสิทธิเสรีภาพ ไม่มีความเสมอภาคและไม่มีความเป็นธรรม และรากเหง้าส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการขาดอำนาจต่อรองของพลังชนชั้นล่าง ตลอดทั้งสังคมไทยที่ไม่เป็นสังคมประชาธิปไตยอย่างที่ควรจะเป็น และหรือการพัฒนาประชาธิปไตยในสังคมไทยมักหยุดชะงักจากอำนาจอำมาตยาธิปไตยโดย คณะรัฐประหารทั้งเปิดเผยและซ่อนรูปอยู่เสมอ

ในโอกาสวันรัฐธรรมนูญและวันสิทธิมนุษยชน ผู้เขียนมีความคิดเห็นต่อสถานการณ์การเมืองเศรษฐกิจและสังคม และข้อเสนอเบื้องต้น ดังนี้

1. ในการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่ 10 ธันวาคม 2552 นี้ เพื่อรำลึกและสืบทอดเจตนารมณ์ประชาธิปไตย ถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่ รัฐบาลไม่ควรนำมาเป็นข้ออ้างในการใช้พรบ.ความมั่นคงแห่งชาติหรืออ้างเหตุผล ต่างๆใดๆมาทำลายความชอบธรรมของการชุมนุมตามสิทธิในระบอบประชาธิปไตย

2 รัฐบาลต้องดำเนินให้มีการยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่โดยเร่งด่วนเพื่อ แก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธีและเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยที่ต้อง คืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชน โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ ต้องดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 50

โดยใช้กระบวนการมีส่วนของภาคประชาสังคมลักษณะเดียวกับกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญปี 40 โดยมีหลักการสำคัญของ ”ระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา”และ”ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม”ควบ คู่กัน คือ ลดอำนาจของระบอบอำมาตยาธิปไตยทั้งหมด ส่งเสริมและสร้างเงื่อนไขให้สถาบันพรรคการเมืองพัฒนาให้ ก้าวหน้าขึ้น ที่สำคัญต้องส่งเสริมสถาบันของภาคประชาชนต่างๆ เช่น สหภาพแรงงาน องค์กรเกษตรกร และอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

3. ในสถานการณ์การวิกฤตการเมืองปัจุบัน ขอประณามอำนาจนอกระบบที่แทรกแซงทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ตลอดทั้งนักการเมืองที่ไม่มีจุดยืนเพื่อประชาธิปไตย เนื่องจากว่าเป็นการทำลายการพัฒนาประชาธิปไตยอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ต่อเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวของพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยและผู้ให้ท้าย พันธมิตรทั้งหลาย

4.สังคมไทยต้องกระทำการตรวจสอบองค์กร สิทธิมนุษยชนทั้งหลาย เนื่องจากที่ผ่านมาองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายองค์กรมีส่วนในการเคลื่อนไหวให้ ท้ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือบุคคลที่ได้รับการยอมรับสร้างภาพให้สังคมไทยว่าเป็น”ราษฎรอาวุโส” “นักวิชาการ” “เอ็นจีโอ” “สื่อมวลชน” และอื่นๆ ทั้งหลาย แต่กลับสนับสนุนวิธีการแบบอำนาจนิยม ส่งเสริมระบอบอำมาตยาธิปไตย ซึ่งเป็นการทำลายการพัฒนาประชาธิปไตยให้ก้าวหน้าขึ้นอีกรูปแบบหนึ่งด้วยเช่น กัน

5. ภายใต้วิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ ต้องผลักดันให้สังคมไทยเกิด”รัฐสวัสดิการ”ขึ้น โดยมีมาตรการเก็บภาษีที่ก้าวหน้า เพื่อสร้างหลักประกันสังคมพื้นฐานเบื้องต้นให้กับประชาชนในสังคมไทย จาก“ครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน” ต้องเร่งดำเนินการปฏิรูปที่ดินทั้งชนบทและในเมือง ให้ชุมชนและสังคมส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อสร้างความเสมอภาคและความเป็นธรรมในสังคมไทย

6. ท้ายสุด ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า การแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนนั้น ถือเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อศักดิ์ศรี สิทธิความเป็นมนุษย์ เพื่อต้องสร้างความเสมอภาคให้เกิดขึ้นในสังคม ที่สำคัญแยกไม่ออกจากการที่สังคมการเมืองต้องมีพื้นที่ประชาธิปไตยมิใช่เผด็จการอำมาตยาธิปไตยหรืออำนาจนิยม

ดัง นั้น ผู้ปกครองต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ประชาชนตรวจสอบถ่วงดุลย์ ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ มีส่วนร่วมด้านต่างๆ และวิพากษ์วิจารณ์ถอดถอนผู้ปกครองได้
Advertisement

Tagged as:

ไม่พบคำค้นสำหรับเนื้อหานี้

แสดงความนิยมสำหรับเนื้อหา

0