หน้าหลัก | บทความ | ลือเข้าไปได้ ไทยมีแหล่งน้ำมันมหาศาล

ลือเข้าไปได้ ไทยมีแหล่งน้ำมันมหาศาล

โดย
ขนาดอักษร: Decrease font Enlarge font
ลือเข้าไปได้ ไทยมีแหล่งน้ำมันมหาศาล

เป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนๆ สำหรับกระแสทวงคืนพลังงาน โดยเฉพาะกิจการน้ำมัน ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ก่อตัวอยู่ในเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่าง "เฟซบุ๊ก" ซึ่งในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา มีการเกิดขึ้นของเพจจำนวนหนึ่งที่เผยแพร่ข้อมูลเชิงสถิติเกี่ยวกับพลังงานของไทยอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่ข่าวลือที่แพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีศูนย์กลางการกระจายข้อมูลอยู่ที่เพจ "ทวงคืน พลังงานไทย" มีจำนวนผู้ติดตาม (follow) แล้วกว่า 20,000 คน

โดยเฉพาะข้อมูลที่ระบุว่าประเทศไทยเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติทั้งน้ำมันและก๊าซที่มีความอุดมสมบูรณ์ ถึงขั้นที่เรียกได้ว่า "มหาศาล"

แต่ เมื่อพิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งปิโตรเลียมบนบกและในทะเลของไทยแล้วจะพบว่า ในปัจจุบัน ไทยมีแหล่งปิโตรเลียมบนบกของประเทศบริเวณภาคเหนือและภาคกลาง ทั้งหมด 5 แหล่ง ได้แก่ 1.แอ่งฝาง มีอัตราการผลิตน้ำมันดิบประมาณ 1,000 บาร์เรลต่อวัน 2.แอ่งพิษณุโลก มีอัตราการผลิตน้ำมันดิบประมาณ 27,000 บาร์เรลต่อวัน และก๊าซธรรมชาติที่ผลิตขึ้นมากับน้ำมันดิบ ประมาณ 25 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน 3.แอ่งเพชรบูรณ์ มีอัตราการผลิตน้ำมันดิบประมาณ 2,200 บาร์เรลต่อวัน 4.แอ่งสุพรรณบุรี มีอัตราการผลิตน้ำมันดิบประมาณ 350 บาร์เรลต่อวัน และ 5.แอ่งกำแพงแสน มีอัตราการผลิตน้ำมันดิบประมาณ 483 บาร์เรลต่อวัน

ขณะที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น มีแหล่งก๊าซธรรมชาติ 2 แหล่ง ได้แก่ 1.แหล่งก๊าซน้ำพอง มีอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติประมาณ 15 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และ 2.แหล่งก๊าซสินภูฮ่อม มีอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติประมาณ 100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 450 บาร์เรลต่อวัน

สำหรับ แหล่งปิโตรเลียมในทะเลนั้น ขณะนี้ในทะเลอ่าวไทยมี 3 แหล่ง ได้แก่ 1.กลุ่มแอ่งตะกอนด้านตะวันตกของสันเกาะกระ ซึ่งประกอบด้วยแหล่งจัสมินและบานเย็น แหล่งบัวหลวง แหล่งสงขลา มีการผลิตน้ำมันดิบต่อวันรวม 36,900 บาร์เรล 2.แอ่งปัตตานี มีการผลิตก๊าซธรรมชาติประมาณ 2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน, ก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 53,800 บาร์เรลต่อวัน และน้ำมันดิบประมาณ 76,000 บาร์เรลต่อวัน และ 3.แอ่งมาเลย์ แบ่งเป็น 1.แอ่งมาเลย์ตอนเหนือ ประกอบด้วยแหล่งอาทิตย์และแหล่งบงกช มีอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติต่อวัน รวมกันประมาณ 950 ล้านลูกบาศก์ฟุต และก๊าซธรรมชาติเหลว ประมาณ 32,500 บาร์เรล

ขณะเดียวกัน แหล่งปิโตรเลียมในทะเลอันดามันนั้น นับแต่ปี พ.ศ.2517-2555 มีผู้รับสัมปทานหลายรายเจาะสำรวจแล้ว 19 หลุม พบร่องรอยก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ 8 หลุม แต่ยังไม่มีการผลิตแต่อย่างใด ทั้งนี้ ข้อมูลการสำรวจทางธรณีวิทยาที่มีอยู่ในปัจจุบัน บ่งชี้ว่ามีโอกาสพบแหล่งปิโตรเลียมได้

นอกจากนี้ โดยเฉพาะน้ำมันดิบนั้น ข้อมูลในรายงานของ BP Statistical Review of World Energy Outlook 2012 ระบุว่า ประเทศไทยมีอัตราการบริโภคน้ำมันดิบประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่มีอัตราการผลิตน้ำมันดิบได้เพียงวันละประมาณ 2 แสนบาร์เรล จึงต้องนำเข้าอีกประมาณวันละ 8 แสนบาร์เรล แม้จะมีปริมาณสำรองน้ำมันดิบประมาณ 4 ร้อยล้านบาร์เรล แต่ก็คิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า ร้อยละ 0.02 ของปริมาณสำรองทั่วโลก

ชี้ ให้เห็นความจริงที่ว่าไทยไม่ได้มีแหล่งน้ำมัน "มหาศาล" และยิ่งไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันดังที่เป็นกระแสข่าวลือในสังคมออนไลน์ อย่างกว้างขวาง

จึงไม่แปลกที่จะมีปฏิกิริยาอีกด้านเกิดขึ้น คือการสร้างเพจเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับพลังงานชื่อ "แฉความจริง ทวงคืน ปตท." ซึ่งผู้ก่อตั้งและดูแลเพจ หรือ "แอดมิน" ได้ให้สัมภาษณ์กับ "มติชนออนไลน์" ว่า

"ที่มาทำเพจนี้ ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับ ปตท. ทั้งนั้น หุ้น ปตท. ก็ไม่ได้ถือ ถึงมีญาติที่เคยทำปั๊ม ปตท. ก็ไม่ได้ส่วนแบ่งอะไรกับเขาทั้งสิ้น แค่รู้สึกหงุดหงิด มึนงง สงสัย ว่าทำไมคนที่บอกว่าตัวเองมีการศึกษาสูง ฉลาด เรียนมาก เป็นคนดี ถึงได้บิดเบือนความจริงที่เห็นได้ชัดเจนขนาดนี้ เชื่อข้อมูลลอยๆ ที่พอเจาะเข้าไปจริงๆ แล้วก็บิดเบือนเอาความจริงบางส่วนมาหลอกลวงทั้งเพ

"ไม่ ได้หมายความว่า ปตท.ดีเลิศประเสริฐศรีแตะไม่ได้ แต่การโจมตีแบบนี้ มันทำให้ความจริงที่ควรตรวจสอบ เช่น เรื่องการครอบงำผูกขาดตลาด หรือการบริหารจัดการเสียไป กลายเป็นเอาเรื่องเท็จทำกราฟิกห่วยๆ มาแชร์ด่ากันเอามันส์" แอดมินระบุ

ทั้งนี้ ภายในเพจ "แฉความจริง ทวงคืน ปตท." มีข้อมูลที่ต่อเนื่องจากประเด็นทวงคืนพลังงานในหลายกรณี ที่น่าสนใจ อาทิ แผนภาพ "เราจ่ายค่าอะไรในน้ำมัน 1 ลิตร" ซึ่งแจกแจงให้เห็นโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมัน 100 เปอร์เซ็นต์นั้น ประกอบด้วย ต้นทุนน้ำมันสำเร็จรูป (ขึ้นลงตามราคาตลาดโลกและอัตราแลกเปลี่ยน) 79 เปอร์เซ็นต์, ค่าภาษีและกองทุน (จัดเก็บโดยภาครัฐ ได้แก่ ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล ภาษีมูลค่าเพิ่ม กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน) 17 เปอร์เซ็นต์ และค่าการตลาด (ค่าเด็กปั๊ม ค่าก่อสร้างปั๊ม ค่าน้ำ ค่าไฟ) 4 เปอร์เซ็นต์

ชี้ให้เห็นว่าสาเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมันแพง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่าภาษีและกองทุนที่อุดหนุนให้กับการใช้ก๊าซเอ็นจีวีมากกว่าน้ำมัน

ทั้ง หมดนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระแสทวงคืนพลังงานที่มีการโต้ตอบกันอย่างแพร่หลายใน โลกออนไลน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เอื้อให้กระบวนการสร้างข่าวลือเกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็ว

จึงเป็นหน้าที่ผู้ใช้ที่ต้องชั่งตวงวัดข้อมูลต่างๆ ให้รอบด้านและเท่าทัน!

Advertisement

Tagged as:

ไม่พบคำค้นสำหรับเนื้อหานี้

แสดงความนิยมสำหรับเนื้อหา

0